READING

การเล่นอิสระ (Free Play) และ การเล่นแบบมีแบบแผน (S...

การเล่นอิสระ (Free Play) และ การเล่นแบบมีแบบแผน (Structured Play) ต่างกันอย่างไร

การเล่นอิสระ (Free Play) และ การเล่นแบบมีแบบแผน (Structured Play) ต่างกันอย่างไร?
.
พ่อเเม่ทุกท่านคงรู้ดีว่าการเล่นนั้นสำคัญไม่เเพ้การเรียนในห้องเรียน เผลอๆ สำคัญกว่าด้วยซ้ำ เพราะการเล่นช่วยพัฒนาทักษะทางสมองเเละอารมณ์ เพราะการเล่นเปิดโอกาสให้เด็ก (โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย) ได้สำรวจ สังเกต เเละทดลอง ลงมือทำ ซึ่งในระหว่างที่ลูกของคุณเล่นนั้นเขาจะเรียนรู้ทักษะการเเก้ไขปัญหา การตัดสินใจเเละความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่จำกัด ดังนั้นการเล่นคืองานของเด็ก เเละเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำในทุกๆ วัน
.
อย่างไรก็ตามการเล่นในเด็กเล็ดมีรูปเเบบเที่เเตกต่างกันกันออกไป เเต่สามารถเเบ่งเป็น 2 เเบบหลักๆ คือ Free Play หรือ อีกชื่อหนึ่งคือ Unstructured Play และ Structured Play
.
👦🏻👧🏻 Free Play (การเล่นเเบบอิสระ) หรือ Unstructured Play (การเล่นเเบบไม่มีเเบบเเผน) คือการที่เด็กได้มีการ “ออกเเบบการเล่นของตัวเอง” โดยไม่มีผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพ่อเเม่หรือคุณครูเป็นผู้กำหนดวิธีเเละเป้าหมายของการเล่น รวมถึงไม่มีกฎเกณฑ์หรือขอกำหนดของการเล่นที่ชัดเจน
.
ตัวอย่างการเล่น เช่น

  • ก่อกองทราย
  • วิ่งเล่นปีนป่ายกับเพื่อน
  • ต่อตัวต่อเไม้ (หากเป็นการต่อที่ไม่ได้มีเเบบหรือวิธีการต่อที่ตายตัว)
  • วาดภาพระบายสี (หากไม่ใช่การวาดภาพเหมือน)
    .
    ข้อดีข้องการเล่นเเบบอิสระ (Free Play) คือการที่เด็กได้สำรวจ เเละลงมือทำโดยที่ไม่มีข้อกำหนดอะไรทั้งสิ้น ซึ่งจะเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ เเละจินตนาการของเด็ก เพราะเข้าจะเรียนรู้ที่จะผิดพลาดเเละหาหนทางเเก้ไขด้วยตัวเขาเอง ในสิ่งเเวดล้อมที่ไม่มีอะไรมากดดันเขาสามารถปลดปล่อยความรู้สึกที่มีได้อย่างอิสระ ปราศจากความเครียด เเละได้คิดนอกกรอบอีกด้วย
    .
    👨‍👩‍👦 Structured Play (การเล่นเเบบมีเเบบแผน) คือการเล่นที่ผู้ใหญ่ออกเเบบการเล่นให้เด็ก โดยส่วนมากจะมีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าเล่นอย่างไร? เล่นไปเพื่ออะไร?
    .
    ตัวอย่างเช่น
  • วิ่งเเข่ง เพราะมีเป้าหมายว่าวิ่งไปเพื่ออะไร (เพื่อชนะ?)
  • กีฬาทุกชนิด (มีการเเบ่งทีมชัด มีกฎกติกาที่ต้องเคารพเเละปฎบัติตาม)
  • ทำอาหาร (มีเป้าหมายว่าจะทำอะไร ต้องออกมาอร่อย)
  • บอร์ดเกมส์ (มีกฎกติกาเเละรูปเเบบที่ชัดเจน)
    .
    ข้อดีของการเล่นเเบบมีเเบบเเผน (Structured Play) คือการที่เด็กได้รู้จักการทำงานเป็นทีม ฝึกทักษะการสื่อสารเเละการเป็นผู้ฟังที่ดี ทั้งกับเพื่อนร่วมเล่นและผู้ใหญ่ที่กำกับดูเเล
    .
    หรือเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก
    เราเรียกว่า “กิจกรรม”

แล้วพ่อเเม่ควรให้ลูกเล่นเเบบไหนดี?

.
การเล่นทั้งสองเเบบล้วนมีข้อดีที่เเตกต่างกันออกไป เเบบหนึ่งเด็กได้มีโอกาสคิดนอกกรอบ ฝึกจินตนาการเเละความคิดสร้างสรรค์ อีกเเบบคือการฝึกการคิดที่มีเหตุมีผล หาถามว่าควรเล่นเเบบไหน คำตอบคือขึ้นอยู่กับอายุเเละระดับพัฒนาการของลูกของคุณ เเต่ “Balancing is the key”
.
การเล่นเเบบอิสระ (Free Play) เป็นต่อเด็กเล็ก 2 – 8 ปี เพราะเป็นวัยที่ซุกซนชอบสำรวจ ค้นหา เเละลงมือทำอย่างไม่กลัว ส่วนการเล่นเเบบมีเเบบเเผน (Structured Play) นั้นจะเหมาะกับเด็กทุกวัยเเต่จะเหมาะกับเด็กอายุ 8 ปี ขึ้นไปที่สุด เพราะเสริมสร้างระเบียบวินัย การรักษากฎระเบียบเคารพผู้ใหญ่ เเละความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมาย เพราะการเล่นนั้นมีกฎเกณฑ์เเละเป้าหมายที่ชัดเจน
.
บางทีถ้าพ่อเเม่สังเกตเห็นลูกเบื่อจากการเล่นหรือทำกิจกรรมที่กำหนดกฎเกณฑ์เเละเป้าหมายที่ชัดเจน อาจจะเปลี่ยนให้ลูกไปวิ่งเล่นอย่างอิสระ ให้เขาได้ผ่อนคลายเเละปลดปล่อยบ้างก็จะดีไม่น้อย
.
อย่างไรก็ตาม “ระยะเวลา” และ “ความสม่ำเสมอ” ของการเล่นก็สำคัญไม่แพ้กับรูปแบบการเล่นเช่นกัน จึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้ลูกเล่นทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที เพียงเท่านี้ลูกก็จะมีพัฒนาการและทักษะที่จำเป็นต่อการเติบโตมาในโลกปัจจุบันนั่นเอง

.
.
อ้างอิง
.
https://www.playgroundcentre.com/unstructured-vs…/

ทำโดย : Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น

leeway #letsplaymore #เล่นเปลี่ยนโลก #30นาทีเล่นอิสระทุกวันสร้างพลังสุข #สสส #เล่นอิสระ #freeplay #พากันเล่นที่ไหน #พากันเล่นอะไร #พากันเล่น(กับใคร) #พากันเล่นทำไม


Your email address will not be published. Required fields are marked *

By using this form you agree with the storage and handling of your data by this website.